Bookmark and Share Add to Favorites
เมนูหลัก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา




images by free.in.th
เพิ่มเพื่อน



Holiday Group
  Leelawadee Holiday
  Image Holiday
  Image Corporation
ข้อมูลอื่นๆ
  พยากรณ์ซากุระปี 2014
  เช็คสภาพอากาศทั่วโลก

เลาะเกาะ ล่องทะเล ท่องไปในเส้นทางสายน้ำ แห่งยุโรป

เลาะเกาะ ล่องทะเล ท่องไปในเส้นทางสายน้ำ แห่งยุโรป

 

                เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของยุโรปคือท้องน้ำสีฟ้าครามสดใสที่โอบล้อมเกาะน้อยใหญ่ บ้างก็ซุกซ่อนอยู่ตามตึกรามบ้านช่องใจกลางเมือง สำหรับคนที่ชื่นชอบความสดใสของแดดจ้า ฟ้าคราม และสายน้ำ มายุโรปทริปนี้ลองละรถ แล้วลงเรือลัดเลาะท่องไปตามท้องน้ำ ชมทิวทัศน์ และวิถีชีวิตริมน้ำใน 3 เมืองแสนสวยของอิตาลีและลูเซิร์นของสวิสเซอร์แลนด์ที่โอบล้อมไปด้วยท้องน้ำสีคราม กับมนต์เสน่ห์ที่จะทำให้คุณหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น

Escape to Santa Margherita

 

                ถ้าฝรั่งเศสมี “ริเวียร่า” เป็นเมืองตากอากาศสุดคลาสสิค อิตาลีก็มี “ซานต้า มาเกอริตา” เป็นเมืองตากอากาศสุดคลาสซี่ ในแคว้นลิกัวเรีย (Liguria)  ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสีหวานและทิวทัศน์ท้องทะเลที่งดงามจนได้ชื่อว่าเป็น “อิตาเลี่ยน ริเวียร่า” (Italian Riviera) แม้จะเพิ่งเป็นที่รู้จักในยุคศตวรรษที่ 19 แต่ซานต้า มาเกอริตา ก็ฮอตติดท็อปชาร์ตแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของอิตาลีในทันที  เพราะความสวยงามของหมู่บ้านปอร์โตฟิโนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี จนกลายเป็นย่านที่ได้ชื่อว่าสวยใสไฮโซที่สุด สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หลังจากลงเครื่องที่มิลานแล้ว เราจึงจับรถไฟ ตรงดิ่งมายังซานต้า มาเกอริตาในทันที

                ซานต้า มาเกอริตา ต้อนรับเราด้วยแสงแดดจัดจ้า  ตัดกับน้ำทะเลสีสด และหาดทรายขาวเป็นแนวยาว ชวนให้คึกคักตั้งแต่แรกเห็น เราเลือกเดินเท้าออกจากสถานีรถไฟลงไปตามไหล่เขา เพื่อชมวิวมุมท็อปของเมือง ก่อนจะลัดเลาะเข้าซอยเล็กซอยน้อยที่โรยไปด้วยก้อนกรวดเล็กๆ เพื่อวินโดว์ช้อปปิ้งพอหอมปากหอมคอ หากจะแวะจิบกาแฟฟองนุ่มเจ้าตำหรับคาปูชิโน่สักนิดเพื่อเรียกพลังงานก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ในตัวเมือง ซานต้า มาเกอริต้า เต็มไปด้วยตึกสีสวยออกโทน เหลือง ส้ม พีช ได้อารมณ์สนุกสนาน ผู้คนขวักไขว่สมเป็นเมืองท่องเที่ยว ยิ่งเห็นหนุ่มสาวที่นี่ประโคมโหมแต่งตัวกันสุดชีวิต ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าไลฟ์สไตล์แบบ “ริเวียร่า แห่งอิตาลี” เป็นอย่างนี้นี่เอง

                เดินเล่นในเมืองพอหอมปากหอมคอแล้ว เสียงคลื่นริมฝั่งเริ่มเรียกร้องให้เราลงไปชมหาดใกล้ๆ หาดที่นี่โด่งดังเพราะเป็นหาดทรายขาวยาวติดกันเป็นแนว ต่างจากหาดในยุโรปส่วนอื่นๆ ซึ่งมักเป็นหาดหิน และแน่นอนว่าทุกตารางเซนติเมตรของหาดถูกจับจองด้วยหนุ่มสาวผิวสีแทนที่นอนอาบแดดกันจนแน่นไปหมด สอบถามมาว่า คนจะเริ่มเต็มตั้งแต่เช้าช่วงแดดออก โดยเรียกเก็บค่าเก้าอี้นอนราว 5 ยูโร จากนั้นเชิญเอนตัวเกลือกกลิ้งให้แดดเลียจนผิวแทนกันตามสบาย เห็นบรรยากาศแล้ว ร่ำๆ จะลงไปนอนชิลกับเขาบ้าง ติดอยู่ที่ “ฉันมาไกล มาไกลเหลือเกิน” ต้องทำเวลาสักนิดเดี๋ยวไม่คุ้ม เพราะหมู่บ้านปอร์โตฟิโนในฝัน กำลังรอเราอยู่  

 

The Hidden Paradise at Portofino

                จากซานต้า มาเกอริตา เราสามารถไปยังหมู่บ้านปอร์โตฟิโนอันลือชื่อได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะนั่งรถบัสซึ่งมีมารับทุก 20 นาที หรือจะล่องเรือแล่นไปตามชายฝั่ง แต่เราขอเลือกการเดินเท้าลัดเลาะไปตามชายเขาริมหาด ซึ่งแม้จะไกลไปนิด แต่คุ้มค่าเพราะมีทางเดินอย่างดีทำจากไม้เชื่อมต่อกันไปตลอดทาง เรียกว่าถ่ายรูปกันได้ทุกมุม สวยคุ้มทุกองศา (อย่าลืมพกน้ำไว้คอยจิบ เพราะแดดที่นี่แรงและอากาศแห้งกว่าเมืองไทย พาลจะหน้ามืดเอาง่ายๆ)

                 “ปอร์โตฟิโน” (Portofino) เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ น่ารัก แต่ปัจจุบันถูกอนุรักษ์และปรับเปลี่ยนกลายเป็นเมืองท่าและแหล่งท่องเที่ยวสุดหรูริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยตัวเมืองที่มีขนาดเล็ก เมืองนี้จึงไม่อนุญาติให้รถเข้า แต่อย่างใด ส่วนใหญ่ใช้กำลังขาเดินกันชิลๆ เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เวลาเชื่องช้าเนิบนาบ แนะนำให้เข้าไปชมโบสถ์คัปปุคชินี อันเก่าแก่ของเมือง ภายในมีไม้กางเขนที่ทำด้วยไม้โบราณตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ตรึงอยู่ และแวะชมวิวรวมถึงศึกษาประวัติศาสตร์กันสักนิดในพิพิธภัณฑ์ Castello Brown ที่เดิมเป็นปราสาทและป้อมปราการในยุคกลาง

                ความน่ารักทะลุมิติของเมืองนี้คือ ตึกรามบ้านช่องสีลูกกวาดพาสเทลที่วางตัวลดหลั่นกันมาตามไหล่เขา ตัดกับพุ่มไม้เขียวชะอุ่มสะอาดตา โอบล้อมอ่าวเล็กๆ สีฟ้าใสที่ใช้จอดเรือยอร์ชชนิดหรูระยับนับร้อย ว่ากันว่าโรงแรมและวิลล่าในปอร์โตฟิโนนี้ไม่มีต่ำกว่า 5 ดาว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวระดับ VVIP เท่านั้น ส่วนคนเดินดินแต่พอมีอันจะกินอย่างเรา แม้ไม่ได้นอนพักในปราสาทหรู แต่สามารถเที่ยวชมเสพบรรยากาศรอบๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน เสน่ห์ของที่นี่คือการได้พบกับร้านรวงแบรนด์ไฮเอนอย่าง Hermes, Gucci, Ferragamo และอีกสารพักยี่ห้อซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร เล่นเอาขาช้อปตาสว่างกันเป็นแถว

 

                โดยรวมแล้ว ปอร์โตฟิโน เปรียบเสมือน สาวสวยสดใส เปี่ยมเสน่ห์ และ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา จนหลายคนหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ถ้าถามว่าน่าประทับใจขนาดไหน... ก็ขนาดที่ คริสเตียน ดิออร์นำชื่อหมู่บ้านไปตั้งเป็นชื่อน้ำหอมยอดฮิตใน Cruise Collectionของเขานั่นล่ะ

 

เลิศๆ เชิ่ดๆ ที่อาณาจักรลอยน้ำ

                พูดถึงเมืองแห่งน้ำ ถ้าไม่แวะเวนิส (Venice หรือ Venezia) ก็คงเหมือนมาไม่ถึงอิตาลี เพราะติดอันดับท็อปเมืองสุดโรแมนติกของโลก  เวนิสเป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต  ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมหมู่เกาะขนาดเล็กประมาณ 118 เกาะเข้าด้วยกันในบริเวณของ Venetian Lagoon ทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติก เวนิสจึงได้รับการขนานนามให้เป็น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก”  เมืองทั้งเมืองของเวนิสจึงอาศัยการคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญ กิจกรรมบนเรือแสนสวยที่ไม่ควรพลาดคือ “เรือกอนโดล่า” พร้อมฝีพายหนุ่มล่ำหน้าตาคมคายที่จะคอยบรรเลงเพลงด้วยน้ำเสียงสะท้านใจให้คุณฟังไปตลอดการล่องเรือชมวิวริมคลอง ส่วนใครไม่อยากควักกระเป๋าจ่ายตังค์ เชิญเดินชมเมืองลัดเลาะไปตามซอกตึกข้ามสะพานนับร้อยกันให้สนุกสนาน

 

                มาถึงเวนิสแล้ว ไม่ควรพลาดชมโบสถ์ซานมาร์โค มหาวิหารยุคไบเซนไทน์สุดอลังการอันโด่งดังของเวนิส ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยหินโมเสคที่มีกลิ่นอายมาจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล ต่อด้วยการสัมผัสความรุ่งเรืองของเวนิสในอดีตที่ Doge’s Palace ปราสาทโบราณสไตล์เวนีเชี่ยนโกธิค ของเจ้าผู้ครองนครเวนิสโบราณซึ่งปัจจุบันเปิดให้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์ แล้วแวะถ่ายรูปที่สะพาน Rialto สะพานข้าม Grand Canal เพียงแห่งเดียวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำเวนิส ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยหินหลังจากที่สะพานเดิมซึ่งทำจากไม้ (ทำในศตวรรษที่12) พังทลายลง ส่วนขาช็อปห้ต้องรักเวนิสสุดๆ เพราะที่นี่เต็มไปด้วยร้านรวงขายของกระจุกกระจิกฝีมือดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแก้วมูราโน (Murano) อันลือชื่อ หรือหน้ากากแฟนซีแสนสวยสวยประดับขนนกกากเพชร แค่ซื้อมาประดับบ้านก็ได้อารมณ์หรูหราฟุ้งเฟ้อสไตล์เวนีเซีย

 

กินลมชมสะพานริมแม่น้ำ ในลูเซิร์น

                ท่องทะเลกันจนอิ่มใจแล้ว ลองข้ามมาล่องน้ำจืดในเมืองลูเซิร์น ที่สวิสเซอร์แลนด์แดนเพื่อนบ้านของอิตาลีกันบ้าง เราตรงดิ่งไปยังทะเลสาบลูเซิร์นอันกว้างใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในสวิสฯ แต่ให้อารมณ์สงบนิ่งเยือกเย็น ต่างจากเมดิเตอร์เรเนียนอันหวือหวาของอิตาลี เมืองลูเซิร์นเป็นแหล่งท่องเที่ยวของสวิส จึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่บ้านเมืองยังคงถูกอนุรักษ์ไว้อย่างดีนับร้อยปี ไม่มีเปลี่ยน ขนาดลิฟต์ยังเป็นแบบโบราณที่มีฝาปิดเปิด

                จากทะเลสาบลูเซิร์น เราสามารถเดินเล่นและแวะช็อปปิ้งตามร้านรวงไปได้ตลอดทางจนถึงปากแม่น้ำรอยส์ (Reuss) เพื่อแวะชมสะพาน Chapel Bridge สะพานไม้โบราณอายุ 800 ปี ที่ข้ามไปยังป้อมแปดเหลี่ยมกลางน้ำซึ่งแต่เดิมมีไว้จองจำนักโทษ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีหลังคายาวคลุมไปตลลอดทั้งช่วงสะพาน ปัจจุบันสะพานแห่งนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองลูเซิร์น ไม่ไกลจากกัน เป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์สิงโต (Lion Monument) ที่แกะสลักรูปสิงโตไว้บนผาหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความซื่อสัตย์ หาญกล้า และเสียสละของทหารสวิสฯที่ยอมพลีชีพในการปกป้องพระราชวังตุยเลอรีย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในยุคปฏิวัติครั้งใหญ่ของฝรั่งเศส

                ก่อนกลับที่พักต้องไม่ลืมกิจกรรมสำคัญ...มหกรรมช้อปปิ้งลืมโลก เพราะสวิสฯ เป็นเมืองแห่งนาฬิกาชื่อดังระดับท็อปของโลก รวมไปถึงช็อกโกแลตสารพัดชนิดที่อร่อยลืมโลก และกล่องดนตรีไม้สุดคลาสสิคที่จะกลายเป็นของที่ระลึกให้คนที่บ้านได้ด้วย

                ช็อปกันจนสะใจแล้วก็ขอกระโดดลงเรือท่องเที่ยวล่องทะเลสาบลูเซิร์นอันเงียบสงบ  ชมทิวทัศน์ริมน้ำที่ผู้คนกำลังเดินเล่นทอดน่องริมฝั่ง เห็นคู่รักและครอบครัวเดินข้างเคียงกัน ส่วนผิวน้ำที่พริ้วไหวก็กำลังสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ก่อนอาทิตย์จะตกดิน ช่างสวยงามจนเหมือนอยู่ในฝัน

 

                เสน่ห์ของสายน้ำยากจะลืมเลือนจริงๆ